Updated 26/11/08
สารบัญ
บทนำ
บทที่ 1 กรมส่งเสริมการส่งออกกับการดำเนินโครงการ
Thai
Select
- นโยบายสนับสนุนการจัดตั้งร้านอาหารไทยของภาครัฐ
- ตราสัญญลักษณ์
Thai
Select และสิทธิประโยชน์
บทที่ 2 ระเบียบการจัดตั้งร้านอาหารไทยในสหราชอาณาจักร
-
เงินลงทุน
-
การจดทะเบียนสถานที่จำหน่ายและประกอบอาหารและการขอใบอนุญาตต่างๆ
- หลักเกณฑ์การนำเข้าพ่อครัว
-
กฎหมาย
และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
-หน่วยงานที่สามารถติดต่อสอบถามข้อมูล
บทที่
3
มาตรฐานและระเบียบด้านสุขอนามัย
-
เอกสารด้านการจัดการเรื่องความปลอดภัยของอาหาร
-
สถานที่จำหน่ายและประกอบอาหาร
-
สุขภาพและความปลอดภัย
-
การดูแลควบคุมความปลอดภัยทั่วไป
บทนำ
อาหารไทยได้รับความนิยมทั่วโลก
เนื่องจากได้รับการยกย่องถึงความอร่อย
ความประณีต
พิถีพิถัน
สวยงาม
รวมทั้งคุณค่าทางโภชนาการที่สูง
มีประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้บริโภค
จึงทำให้ปัจจุบันมีจำนวนร้านอาหารไทยเปิดบริการในต่างประเทศทั่วโลกประมาณ
15,000 แห่ง
ร้านอาหารไทยนอกเหนือจากการเปิดให้บริการเชิงธุรกิจแล้ว
ยังถือว่าเป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่สะท้อนภาพลักษณ์ความเป็นไทยทั้งในเรื่องของอาหารและสินค้าไทย
วัฒนธรรมไทย
ตลอดจนการบริการด้วยไมตรีจิตแบบไทยไปสู่สายตาของชาวโลก
กรมส่งเสริมการส่งออก
กระทรวงพาณิชย์
ตระหนักถึงความสำคัญของการเปิดธุรกิจไทยในต่างประเทศว่า
เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการสนับสนุนและส่งเสริมการส่งออกสินค้าและบริการไทย
โดยเฉพาะร้านอาหารไทยซึ่งเป็นธุรกิจไทยในต่างประเทศที่มีจำนวนมากที่สุด
ดังนั้น กรมส่งเสริมการส่งออกจึงได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริการค้าในต่างประเทศจำนวนประมาณ
57 แห่ง
ดำเนินการยกระดับและพัฒนาร้านอาหารไทยในต่างประเทศ
ซึ่งถือเป็นช่องทางการตลาดที่สำคัญของอาหารไทย
การยกระดับและพัฒนาร้านอาหารไทยในต่างประเทศ
นอกเหนือจากการจัดทำเครื่องหมายคุณภาพ
Thai Select
สำหรับรับรองร้านอาหารไทยที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามมาตรฐานและหลักเกณฑ์ที่กำหนด
โดยได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี
พ.ศ. 2549
และปัจจุบันมีร้านอาหารไทยที่ได้รับเครื่องหมาย
Thai Select ทั่วโลกประมาณ
---- แห่ง
ซึ่งกระทรวงพาณิชย์มีนโยบายอย่างต่อเนื่องที่จะส่งเสริมจำนวนร้านอาหารไทยในต่างประเทศให้ได้รับตรา
Thai Select เพิ่มขึ้น
ซึ่งผู้ที่ได้รับตรา
Thai Select จะได้รับสิทธิประโยชน์จากการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ
ของโครงการ ประเด็นที่สำคัญอีกประการหนึ่งในการยกระดับและพัฒนาร้านอาหารไทยในต่างประเทศ
ก็คือ
การปฏิบัติตามกฎระเบียบทางธุรกิจและสุขอนามัยของประเทศเจ้าบ้าน
จากการสำรวจพบว่า
ปัจจุบันในสหราชอาณาจักรมีร้านอาหารไทยประมาณ
1,800 แห่ง
และในสาธารณรัฐไอร์แลนด์มีจำนวนร้านอาหารไทย
45 แห่ง
โดยผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารไทยในสหราชอาณาจักรส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดกลางและเล็ก
ซึ่งอาจไม่มีกำลังและเวลาเพียงพอที่จะแสวงหาข้อมูลการสนับสนุนของรัฐบาลไทยที่จะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจของท่าน
การติดตามความเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องทั้งทางธุรกิจ
การจ้างงาน
และสุขอนามัยที่ต้องปฏิบัติตามของประเทศเจ้าบ้าน
ตลอดจนการเตรียมความพร้อม
หากมีการตรวจสอบและประเมินผลอย่างสม่ำเสมอจากหน่วยงานของประเทศเจ้าบ้าน
ดังนั้น
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ
ณ กรุงลอนดอน
ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของกรมส่งเสริมการส่งออก
กระทรวงพาณิชย์
จึงได้จัดทำเอกสารรวบรวมข้อมูลที่ควรรู้เกี่ยวกับการเปิดธุรกิจร้านอาหารไทยในสหราชอาณาจักร ทั้งในส่วนของโครงการสนับสนุนจากภาครัฐ
รวมทั้งกฎระเบียบเบื้องต้นด้านธุรกิจและสุขอนามัย
เพื่อเผยแพร่ให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารไทยและผู้สนใจที่จะจัดตั้งร้านอาหารไทย
โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า
ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อการเตรียมความพร้อมที่จะรองรับความเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบทางธุรกิจ
และการวางแผนดำเนินธุรกิจในอนาคต
และหากผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารไทยในสหราชอาณาจักรได้รับการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานจนเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคแล้ว
ในที่สุด
ร้านอาหารไทยจะกลายเป็นเครือข่ายที่สำคัญยิ่งต่อการส่งเสริมการส่งออกสินค้าไทยและธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่องของประเทศไทยในตลาดสหราชอาณาจักรอย่างแน่นอน
***********************
บทที่ 1:
กรมส่งเสริมการส่งออกกับการดำเนินโครงการ
Thai Select
นโยบายสนับสนุนการจัดตั้งร้านอาหารไทยของภาครัฐ
Kitchen of the
World and Thai Select
รัฐบาลได้ประกาศยุทธศาสตร์ให้ไทยเป็นครัวของโลก
หรือที่เรียกว่า
Thailand: Kitchen of the World
เพื่อดำเนินงานด้านการพัฒนาและส่งเสริมอาหารไทยอย่างเป็นรูปธรรมและครบวงจร
หนึ่งในยุทธวิธีสำหรับการดำเนินงาน
ก็คือ การยกระดับและพัฒนาร้านอาหารไทยในต่างประเทศ
ซึ่งถือเป็นช่องทางการตลาดที่สำคัญของอาหารไทย
จึงได้มีการจัดทำเครื่องหมายคุณภาพ
Thai Select
สำหรับรับรองร้านอาหารไทยที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามมาตรฐานและหลักเกณฑ์ที่กำหนด
โครงการส่งเสริมภัตตาคาร/ร้านอาหารไทยทั่วโลก
กรมส่งเสริมการส่งออก
กระทรวงพาณิชย์
ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการตลาดภายใต้โครงการครัวไทยสู่ครัวโลก
ซึ่งรวมถึงการส่งเสริมแลละสนับสนุนการจัดตั้งร้านอาหารไทยในต่างประเทศ
โดยมีแนวทางการส่งเสริม
ดังนี้
1.
เพื่อให้ร้านอาหารไทยเป็นช่องทางในการจำหน่ายข้าวไทย
โดยการขอความร่วมมือให้ร้านอาหารไทยใช้ข้าวไทย
2.
สนับสนุนให้ร้านอาหารไทยเป็นช่องทางการจำหน่ายและ
ประชาสัมพันธ์สินค้า
OTOP และ SMEs โดยขอความร่วมมือ
ให้ใช้ผลิตภัณฑ์ของไทยในการตกแต่งร้าน
3.
ให้ร้านอาหารไทยเป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นของอุตสาหกรรมอาหารและภาพลักษณ์ประเทศไทย
4.
สนับสนุนแฟรนไชส์ร้านอาหารไทยของภาคเอกชนให้ขยายตัวในต่างประเทศ
5.
เป็นแหล่งส่งเสริมการท่องเที่ยวและเผยแพร่วัฒนธรรมไทยให้เป็นที่รู้จักในต่างประเทศ
กรมส่งเสริมการส่งออกได้ดำเนินงานสนับสนุนการพัฒนาและส่งเสริมร้านอาหารไทยในต่างประเทศอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี
2541
ซึ่งในขณะนั้นมีจำนวนร้านอาหารไทยทั่วโลกประมาณ
5,000 ร้าน
จนถึงปัจจุบัน
ปรากฏว่า
มีจำนวนร้านอาหารไทยในต่างประเทศเพิ่มขึ้นกว่า
11,000 ร้าน
และกรมส่งเสริมการส่งออกได้ตั้งเป้าหมายที่จะขยายจำนวนให้เพิ่มขึ้นเป็น
15,000 ร้านในปี 2550 -2551
โดยมีแผนดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมาย
ดังนี้
1.
จัดทำฐานข้อมูล
รวบรวมกฎระเบียบการเปิดภัตตาคาร/ร้านอาหารไทย
ในต่างประเทศจาก
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ
และรวบรวมรายชื่อภัตตาคาร/ร้าน
อาหารไทยในต่างประเทศเพื่อจัดทำฐานข้อมูล
ให้กับประชาชนและผู้ประกอบการที่สนใจ
ใช้ศึกษาเป็นแนวทางใน
การเปิดร้านอาหาร
2.
การมอบตราสัญลักษณ์
"Thai Select"
ให้กับภัตตาคารไทยที่ได้มาตรฐานสุขอนามัยและรสชาติ
3.
การจัดกิจกรรมของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศจะมีการจัดกิจกรรมต่างๆ
เป็นประจำทุกปี
เพื่อเป็นการส่งเสริม
เผยแพร่
และประชาสัมพันธ์ภัตตาคาร/ร้านอาหารไทย
4.
การจัดทำ
Directory
จัดทำ
Directory
ภัตตาคาร/ร้านอาหารไทยในต่างประเทศ
และภัตตาคาร/ร้านอาหารไทยที่
ได้รับตราสัญลักษณ์
Thai Select
เครื่องหมายตรา
Thai Select
กรมส่งเสริมการส่งออก
กระทรวงพาณิชย์ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้จัดทำและคัดเลือกร้านอาหารไทย
เพื่อมอบเครื่องหมายคุณภาพ
Thai Select
สำหรับรับรองร้านอาหารไทยที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามมาตรฐานและหลักเกณฑ์ที่กำหนด
โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าไทยในต่างประเทศ
ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงพาณิชย์ในต่างประเทศ
จำนวน 56 แห่งทั่วโลก
จะประสานกับหน่วยงานต่างๆ
ของไทยในต่างประเทศ
เพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกร้านอาหารไทยได้รับตราเครื่องหมาย
Thai Select
ดำเนินการพิจารณาคัดเลือกร้านอาหารไทยที่แสดงความประสงค์จะขอรับตราเครื่องหมายดังกล่าว
โดยได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี
2549 และในปัจจุบันมีร้านอาหารไทยที่ได้รับเครื่องหมายรับรอง
Thai Select
ทั่วโลกประมาณ
600 แห่ง?
Thai
Select คือ
เครื่องหมายมาตรฐานประเภท
Q – Mark
ร้านอาหารไทยที่จะได้รับการพิจารณารับรองเครื่องหมาย
Thai Select
แบ่งแยกเป็นประเภทต่างๆ
ได้แก่
·
ประเภทอาหารไทยแท้
(Traditional Thai Cuisine) ทั้งแบบที่บริการเฉพาะที่เคาน์เตอร์และแบบที่ให้บริการเสิร์ฟตามโต๊ะอาหาร
·
ประเภทอาหารไทยประยุกต์
(Modern Thai Cuisine)
ทั้งแบบที่บริการเฉพาะที่เคาน์เตอร์และแบบที่ให้บริการเสิร์ฟตามโต๊ะอาหาร
·
ประเภทร้านอาหารที่ขายอาหารเฉพาะ
(Special Thai Cuisine) เช่น
ร้านก๋วยเตี๋ยว
ร้านขนมไทย
เป็นต้น
·
ประเภทร้านอาหารที่มีเครือข่าย
(Chain Restaurant) ที่มีเมนูอาหารไทยที่ได้รับการพัฒนาร่วมกับรัฐบาลไทย
คุณสมบัติของผู้สมัครขอใช้เครื่องหมาย
Thai Select
และเอกสารประกอบการสมัคร
1.
เป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนเป็นสถานประกอบการด้านการบริการอาหารไทยในประเทศนั้นๆ
2.
เป็นผู้ขึ้นทะเบียนในฐานข้อมูล
กรมส่งเสริมการส่งออก
3.
เป็นภาพลักษณ์ของกิจการที่ดีและไม่มีประวัติเสียหายในการดำเนินธุรกิจและไม่มีข้อร้องเรียน
โดยมีเงื่อนไขต้องมีการต่ออายุพร้อมการพิจารณาใหม่ทุกๆ
3 ปี
Thai Select
Standard
l
การประเมินร้านอาหารไทยเพื่อรับตราเครื่องหมาย
Thai Select หรือที่เรียกว่า
Thai Select Standard
ครอบคลุมในเรื่องต่างๆ
ได้แก่
-
รสชาติและเอกลักษณ์ความเป็นไทย
รายการอาหารที่จะต้องประกอบด้วยอาหาร
-
จานหลักตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้
-
วัตถุดิบและเครื่องปรุงที่สามารถคงลักษณะอาหารไทย
-
สภาพการตกแต่งร้านโดยรวมที่สะท้อนถึงความเป็นไทยอย่างผสมกลมกลืนและ
-
มีรสนิยม
-
ผู้ให้บริการและการต้อนรับที่แสดงถึงมิตรไมตรีของความเป็นไทย
-
ระบบการจัดการด้านสุขลักษณะที่ดีภายในร้าน
Thai Select
Restaurants in the
l
อาหารไทยได้รับความนิยมทั่วโลก
เนื่องจากได้รับการยกย่องถึงความอร่อย
ความประณีต
พิถีพิถัน
สวยงาม
รวมทั้งคุณค่าทางโภชนาการที่สูง
มีประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้บริโภค
และขณะนี้มีร้านอาหารไทย
ภัตตาคารที่ปรุงอาหารไทยกระจายอยู่ตามนครใหญ่ๆ
และเมืองต่างในต่างประเทศทั่วโลกไม่ต่ำกว่า
10,000 แห่ง
โดยขณะนี้จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่า
เฉพาะในสหราชอาณาจักรมีร้านอาหารไทยประมาณ
1,650 แห่ง
โดยจนถึงปัจจุบันนี้
ในสหราชอาณาจักรมีร้านอาหารไทยที่ได้รับตราเครื่องหมาย
Thai Select จำนวน 137
แห่ง
จากจำนวนร้านอาหารไทย
1,650 แห่ง และในสาธารณรัฐไอร์แลนด์จำนวน
3 แห่ง
จากจำนวนร้านอาหารไทย
45 แห่ง
สิทธิประโยชน์ของร้านอาหารที่ได้รับตราเครื่องหมาย
Thai Select
ในสหราชอาณาจักร
ภาครัฐสนับสนุนด้านการโฆษณาประชาสัมพันธ์ภาพรวมของร้านอาหารที่ได้รับตราเครื่องหมาย
Thai Select ผ่านสื่อต่างๆ
อาทิ
-
ได้รับการประชาสัมพันธ์ผ่าน
website: www.thaiselect.co.uk
ของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ
ณ กรุงลอนดอน
และ www.verythai.co.uk ของสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอน
-
การจัดคูหาประชาสัมพันธ์
Thai Select
โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ
ณ กรุงลอนดอน
ในงานแสดงสินค้านานาชาติด้านอาหาร
อาทิ งาน IFE ณ กรุงลอนดอน,
งาน Food Expo ณ
นครเบอร์มิแฮม
งาน Royal Show ณ “Warwick
เทศกาลอาหาร
อาทิ งาน Taste of Dublin
และในปี 2009 งาน
Taste of London
-
การลงโฆษณาภาพรวม
Thai Select
ในวารสารชั้นนำด้านอาหารของสหราชอาณาจักร
โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ
ณ กรุงลอนดอน
อาทิ Square Meal, Delicious
และวารสาร Food & Wine
ในประเทศไอร์แลนด์
และการประชาสัมพันธ์ผ่านงานเทศกาลอาหารไทยในสหราชอาณาจักร
-
ได้รับแจกจ่ายเอกสารเผยแพร่
และสื่อประชาสัมพันธ์
โดยสคต. ณ
กรุงลอนดอน อาทิDirectory
ร้านอาหารไทยที่ได้รับเครื่องหมาย
Thai Select ในสหราชอาณาจักร
คู่มือเกี่ยวกับกฎระเบียบที่ควรรู้ด้านสุขอนามัยตามกฎเกณฑ์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสหราชอาณาจักร นอกจากนั้น
ร้านอาหารไทยที่ได้รับเครื่องหมาย
Thai Select
จะได้รับการเชิญชวนให้เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการตลาดร่วมกับหน่วยงานไทยในสหราชอาณาจักร
อาทิ โครงการ
Amazing Thailand Card
โดยสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
ณ กรุงลอนดอน
*********************
บทที่
๒
ระเบียบการจัดตั้งร้านอาหารไทยในสหราชอาณาจักร
เงินลงทุน
(Start Up Cost)
เงินลงทุนขึ้นเริ่มแรกส่วนใหญ่จะเป็นค่าสถานที่ที่นับว่าค่อนข้างสูงโดยเฉพาะในเขตกรุงลอนดอน
ค่าเช่าสถานที่ตั้งแต่
10,000-50,000
ปอนด์ต่อปี
ค่าเซ้งสถานที่หรือที่เรียกว่าเป็นค่า
Premium
อาจมีมูลค่าถึง
50,000-100,000
ปอนด์
หากรวมค่าปรับปรุงตกแต่ง
และค่าอุปกรณ์ต่างๆ
ตามหลักเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด
รวมทั้งค่าประกัน
และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องอื่นๆ
การเปิดกิจการร้านอาหารในสหราชอาณาจักรอาจใช้จำนวนเงินลงทุนไม่ต่ำกว่า
150,000
ปอนด์
หรือประมาณ 10 ล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน
1 ปอนด์เท่ากับ
70 บาท) แต่ถ้าเป็นเขตพื้นที่รอบนอกกรุงลอนดอนและในเมืองอื่นๆ
หรือร้านอาหารที่เป็นเพียงกิจการขนาดเล็กก็อาจมีต้นทุนที่ต่ำกว่า
การจดทะเบียนสถานที่จำหน่ายและประกอบอาหารและการขอใบอนุญาตต่างๆ
o การจดทะเบียน
เป็นกฏข้อบังคับว่า
ก่อนที่ท่านจะสามารถเปิดกิจการด้านอาหาร
ท่านจะต้องจดทะเบียนสถานที่ประกอบกิจการนั้นๆ
กับฝ่ายสาธารณสุขด้านสิ่งแวดล้อม
(Environmental Health
Department) ณ
ที่สำนักงานสภาเทศบาล
(Local Authority)
ซึ่งสถานที่ประกอบการของท่านตั้งอยู่
๒๘
วันก่อนจะเปิดร้าน
หากท่านมีสถานที่ประกอบการหลายแห่ง
ท่านจะต้องจดทะเบียนให้ครบทุกแห่ง
กฏข้อนี้
บังคับใช้กับทุกๆ
กิจการที่เกี่ยวกับการจำหน่ายอาหาร
รวมถึงการผลิตอาหารจำหน่ายจากในครัวเรือน
(ทำขายที่บ้าน)
ตั้งรถขาย (Mobile Catering)
ขายจากแผงลอย
(Outside Catering) หรือขายแบบชั่วคราวตามงาน (Festival catering) เพื่อให้ถูกต้อง
ดังนั้นท่านจึงควรสอบถามข้อมูลการจดทะเบียนดังกล่าว
จากเจ้าหน้าที่ฝ่ายสาธารณสุขด้านสิ่งแวดล้อม
ในสำนักงานสภาเทศบาลที่บ้านหรือที่ร้านท่านตั้งอยู่ก่อนเสมอ
และในกิจการทุกๆ
แห่งที่ท่านคิดจะเปิด
หรือปรับปรุง,
เปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้
ท่านจะต้องนำแบบแปลนการดัดแปลงนั้นไปขออนุญาตจากหน่วยงานนี้ก่อนการดัดแปลง
ยกเว้น การขายอาหารตามหอประชุมหมู่บ้าน
(Village Hall) ที่ไม่มีความจำเป็นจะต้องจดทะเบียน
เพราะกลุ่มผู้อนุมัติให้ท่านขายอาหารนั้น
คือผู้ที่ได้ขอจดทะเบียนไว้ก่อนแล้ว
นอกจากการจดทะเบียนสถานที่ประกอบการของท่านแล้ว
ท่านอาจต้องจดทะเบียนการค้า
และ/หรือ
ทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
และในการเปิดกิจการค้า
ท่านจะต้องจ่ายภาษีโรงเรือนในอัตราธุรกิจ
ดังนั้นท่านจึงไม่ควรลืมสอบถามรายละเอียดนี้จากเจ้าหน้าที่ในสภาเทศบาลท้องถิ่นของท่านอย่างเด็ดขาด
o การขอใบอนุญาต
หากคิดว่าจะจัดทำกิจกรรมดังต่อไปนี้
ท่านจะต้องขอใบอนุญาตก่อนเสมอ
1. ขายเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์
2. ให้ความบันเทิงแก่ผู้ชม
เช่น การรำ
การจัดงานแสดง
การเล่นดนตรีสด
(Live Music) และกีฬาในร่ม
3. ขายอาหารร้อนรอบดึก
(ตั้งแต่ห้าทุ่มไปจนถึงตีห้าของวันรุ่งขึ้น)
4. ตั้งแผงหรือใช้รถตู้ขายอาหารตามตลาดสดหรือข้างท้องถนน
ขั้นตอนวิธีการยื่นขออนุญาตประกอบกิจการร้านอาหารและการยื่นขออนุญาตสถานที่ประกอบการ
1.
การยื่นขออนุญาตประกอบกิจการร้านอาหาร
1.
นักธุรกิจไทยที่ประสงค์ประกอบธุรกิจร้านอาหารไทยในสหราชอาณาจักร
และต้องการยื่นขอวีซ่าแบบ
Residence
Visa จะต้องยื่นคำร้องผ่านสถานทูตอังกฤษ
ประจำประเทศไทย
โดยผู้ยื่นขออนุญาตจะต้องแสดงหลักฐานว่ามีเงินทุนสำหรับลงทุนประกอบธุรกิจร้านอาหารเป็นจำนวนเงินไม่ต่ำกว่า 250,000 ปอนด์
และต้องเสนอแผนการดำเนินธุรกิจเพื่อแสดงถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินธุรกิจและจำเป็นต้องมีการจ้างงาน
รวมมั้งมีความจำเป็นที่จะต้องนำพ่อครัวจากต่างประเทศ
2.
ผู้ประสงค์จะประกอบธุรกิจร้านอาหารในสหราชอาณาจักร
ที่ไม่ต้องการดำเนินการตามข้อ
2.1.1
ก็สามารถที่จะยื่นขอวีซ่าแบบธุรกิจ (Business Visa) เพื่อเข้าไปดำเนินการหาผู้ร่วมลงทุน
หรือจัดหาสถานที่
และยื่นขออนุญาตประกอบการ
จากนั้นเมื่อสามารถจัดตั้งธุรกิจและดำเนินธุรกิจได้แล้ว
ก็ค่อยยื่นขอต่อวีซ่า
หรือหากบรรลุเงื่อนไขตามที่กำหนดก็อาจสามารถยื่นขอวีซ่าแบบ Residence Visa ได้ในภายหลัง
3.
กรณีโรงแรมหรือร้านอาหารที่ประสงค์จะเปิดสาขาในเครือในสหราชอาณาจักร
และจำเป็นต้องส่งตัวแทนไปเป็นผู้ดำเนินกิจการ
ก็สามารถที่จะยื่นอนุญาตได้ที่สถานทูตอังกฤษประจำประเทศไทย
บุคคลดังกล่าวก็สามารถจะดำเนินการก่อตั้งธุรกิจโดยไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขด้านเงินทุนขั้นต่ำจำนวน 250,000 ปอนด์
ดังกล่าวข้างต้น
รวมทั้งสามารถยื่นขออนุญาตนำพ่อครัวเข้าไปทำงานได้
4.
ผู้ประกอบกิจการร้านอาหารในสหราชอาณาจักรต้องได้รับใบอนุญาต
โดยยื่นขออนุญาตต่อหน่วยงานท้องถิ่น
Environmental
Health Department ในเขตพื้นที่นั้นๆ
2.
การยื่นขออนุญาตสถานที่ประกอบการ
1.
ตึกอาคารที่จะสามารถใช้ประกอบกิจการร้านอาหารจะต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานท้องถิ่น (Local
Authority) ของเขตพื้นที่นั้นๆ
โดยจะต้องได้รับใบอนุญาต
A3
2.
ในกรณีสถานที่เป็นตึกอาคารที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้เป็นสถานที่ประกอบกิจการร้านอาหารผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารจะต้องยื่นขออนุญาต
โดยจะต้องติดต่อสอบถามจาก
City
Planning Inspectorate ของเขตพื้นที่
เพื่อตรวจสอบเกี่ยวกับการได้รับอนุญาตของตึกอาคารว่าได้รับอนุญาตให้ใช้ประกอบกิจการร้านอาหารหรือไม่
และยื่นขออนุญาตเปลี่ยนเป็นใบอนุญาต
A3 เช่น
กรณีเปลี่ยนจากตึกอาคารที่ได้รับอนุญาตใช้ประกอบธุรกิจร้านค้า (A1) เป็นแบบ A3 สำหรับธุรกิจร้านอาหาร
เป็นต้น
3.
ในด้านการจดทะเบียนธุรกิจ
กรณีเป็นกิจการส่วนตัวขนาดเล็กไม่จำเป็นต้องยื่นจดทะเบียนธุรกิจแต่อย่างใด
โดยเพียงแต่ยื่นขออนุญาตประกอบกิจการร้านอาหารต่อหน่วยงานท้องถิ่นดังกล่าวแล้วในข้อ 2.1 แต่ในกรณีจัดตั้งในรูปของห้างหุ้นส่วน (Ordinary
Partnership or Limited Partnership) บริษัทจำกัด (Company Limited
or Public Limited Company) จะต้องยื่นจดทะเบียนธุรกิจต่อหน่วยงาน
The
Company House ซึ่งอาจสามารถตรวจสอบข้อมูลได้จากเว็บไซต์
www.companyhouse.gov.uk
4.
กรณีประสงค์จะจดทะเบียนชื่อเครื่องหมายการค้าและบริการ (Trade Mark and
Service Mark) จะต้องยื่นจดทะเบียนต่อหน่วยงาน
The
Patent Office ซึ่งอาจสามารถตรวจสอบข้อมูลได้จากเว็บไซต์
www.patent.gov.uk
หลักเกณฑ์การนำเข้าพ่อครัว
การขอ Work Permit
ตามกฎหมาย
Nationality, Immigration and Asylum Act 2002
และตามระเบียบ
Immigration Rules 128-135, Immigration Rules 199A-199C
หลักฐาน/คุณสมบัติพ่อครัว
แม่ครัว/
ค่าแรงและสวัสดิการ
อย่างไรก็ตาม
ในปี 2551 นี้
รัฐบาลอังกฤษจะเปลี่ยนกฎหมายเกี่ยวกับการเข้าเมือง
ซึ่งนับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในระยะ 45 ปีที่ผ่านมา[1]
โดยจะเปลี่ยนแปลงจากระบบเดิมที่ใช้
Work permit มาเป็นระบบให้คะแนน
(Point-based
system (PBS)) และตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกานยน
2551 เป็นต้นไป ระบบนี้จะใช้สำหรับผู้มีความชำนาญระดับที่ 2 (tier 2) และกับคนงานชั่วคราวระดับ 5 (tier 5) ซึ่งรวมถึงพนักงานที่ทำงานในร้านอาหาร
เมื่อระบบให้คะแนน (PBS) เริ่มใช้บังคับในปลายเดือนพฤศจิกายน 2008 แล้ว
นายจ้าง เช่น
ร้านอาหารไทย
หรือ กิจการอื่น
ๆ
จะต้องมีใบอนุญาตเป็นผู้รับรอง (Sponsorship
licence) เสียก่อน
จึงจะมีสิทธิในการ
·
นำพนักงานจากประเทศไทย
เข้ามาทำงานในสหราชอาณาจักร
หรือ
·
ต่อวีซ่าให้พนักงานที่กำลังปฏิบัติงาน
ส่วนการต่อวีซ่าหรือเปลี่ยนงานโดยระบบ
Work permit แบบเดิม
จะไม่สามารถกระทำได้อีกต่อไปแล้ว
อย่างไรก็ตามผู้ที่มีวีซ่าที่ได้รับโดยระบบ
Work permit แบบเดิมอยู่แล้วนั้น
จะยังสามารถทำงานต่อไปได้จนกว่าวีซ่าจะหมดอายุ
แต่หลังจากนั้น
พนักงานที่ทำงานในร้านอาหารจะต้องหานายจ้างที่มีใบอนุญาตเป็นผู้รับรองแล้วเท่านั้น
ผู้รับรอง
(Sponsor)
จุดประสงค์ของระบบ
PBS
คือต้องการให้ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ในการนำแรงงานต่างถิ่นเข้ามาทำงานในสหราชอาณาจักร
รับผิดชอบ
ควบคุมไม่ให้บุคคลเหล่านั้นทำผิดกฎหมาย
ดังนั้นหากนายจ้างต้องการนำแรงงานไทยมาทำงานในสหราชอาณาจักรก็จะต้องสมัครขอเป็นผู้รับรอง
(Sponsorship Licence)
กับโฮมออฟฟิสก่อน
ซึ่งแตกต่างจากวิธีเดิมที่ใช้ระบบการขอ
work permit
การออกใบรับรอง
ก่อนที่นายจ้างจะออกใบรับรองให้พนักงานใหม่จากประเทศไทยเข้ามาทำงาน
นายจ้างจะต้องยืนยันว่า
·
งานนี้อยู่ในระดับ
NVQ
หรือ SVQ 3
หรือสูงกว่า [2]
·
นายจ้างได้ผ่านการตรวจหาแรงงานในประเทศแล้ว
(Resident labour market test) หรืองานนี้อยู่ในรายการอาชีพขาดแรงงาน
(Shortage occupations)
หรือเป็นงานของพนักงานย้ายสาขา (Tier 2 intra-company transfer)
และ
·
พนักงานใหม่จะได้รับเงินเดือนและค่าตอบแทนอื่น
ๆ
ในอัตราที่เหมาะสม
ใบอนุญาตสำหรับผู้รับรอง
แบ่งออกเป็น
2 ระดับ คือ
ระดับเอ และ
ระดับบี
·
ระดับเอ
หมายถึง
นายจ้างที่มีความน่าเชื่อถือและมีระบบบุคลากรที่เคร่งครัดรัดกุม
จะได้รับใบอนุญาตให้นำพนักงานเข้ามาทำงานได้
·
ระดับบี
หมายถึง
นายจ้างที่ใบอนุญาตยังไม่เรียบร้อย
ซึ่งปัญหาส่วนมากจะเกี่ยวกับระบบการควบคุมบุคลากร
โฮมออฟฟิสจะให้เวลานายจ้าง
3 เดือนเพื่อแก้ไขปรับปรุงระบบต่าง
ๆ
จนสามารถเปลี่ยนใบอนุญาตจากระดับบี
เป็น ระดับเอ
หากไม่สามารถแก้ไขได้ทันเวลาที่กำหนด
ก็อาจได้รับการขยายเวลาต่อ
หรือถูกถอนใบอนุญาตได้
การขอใบอนุญาตเป็นผู้รับรอง
นายจ้างที่จะได้รับใบอนุญาตเป็นผู้รับรอง
จะต้องเป็นนายจ้างที่มีกิจการและทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
นายจ้างที่มีหลายสาขา
อาจขอใบอนุญาตทุก
ๆ สาขา หรือ
หลาย ๆ สาขารวมกลุ่มกันขอใบอนุญาตใบเดียวกันก็ได้
ตัวอย่างเอกสารประกอบที่ต้องใช้ในการขอใบอนุญาต
คือเอกสารที่แสดงความเป็นกิจการที่แท้จริง
และการทำงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย
เช่น
·
เอกสารแสดงความเป็นเจ้าของหรือการมีสิทธิในสถานที่ที่ทำการของนายจ้าง
(proof of ownership or lease of premises)
·
ใบเสียภาษี
(tax returns)
·
ใบจดทะเบียนการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
(Certificate of VAT registration)
·
ใบประกันความรับผิดชอบของนายจ้างต่อลูกจ้าง
(Employer’s liability insurance)
ที่มีมูลค่าประกันอย่างน้อย
5 ล้านปอนด์
·
บัญชีธนาคารและจดหมายรับรองจากธนาคาร
(bank statement and letter)
·
บัญชีรายรับรายจ่าย
(business accounts)
·
หมายเลขของกิจการที่ใช้ในการเสียภาษี
(Business Unique Tax Reference Number (UTR)
·
หลักฐานการจดทะเบียนเพื่อให้นายจ้างหักภาษีและจ่ายค่าประกันสังคม
(Evidence of Registration with HMRC as an employer to pay PAYE & National
Insurance)
ค่าใช้จ่าย
·
ค่าสมัครขอใบอนุญาตเป็นผู้รับรอง
ระหว่าง 300-1000
ปอนด์
ขึ้นอยู่ว่านายจ้างนั้นมีขนาดอย่างไร
และ
·
ทุกครั้งที่ออกใบรับรองให้พนักงานใหม่
หรือให้พนักงานเก่าต่อวีซ่าต้องชำระเงินเป็นจำนวน
170
ปอนด์ต่อใบรับรอง
ระบบข้อบังคับใหม่ที่เรียกว่า
ระบบให้คะแนน
Point Based System (PBS) สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
http://www.ukba.homeoffice.gov.uk/workingintheuk/tier2/
กฎหมาย
และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
· Food Premises
Regulations 1991
กำหนดให้ผู้ประสงค์จัดตั้งร้านอาหารจะต้องยื่นขออนุญาตต่อหน่วยงานท้องถิ่น
(Local Authority)
หรือเทียบเท่าสำนักงานเขต
หรือเทศบาลของเขตพื้นที่นั้นๆ
· Food Safety Act
1990, Food Safety (General Food Hygiene) Regulations 1995, Food Safety
(Temperature Control) Regulations 1995
กำหนดกฎ
ระเบียบด้านมาตรฐานสุขอนามัยและความปลอดภัยของสินค้าอาหาร
และร้านจำหน่ายสินค้าอาหาร
โดยยังมีกฎหมาย
ระเบียบที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกับสินค้าอาหารบางประเภทด้วย
เช่น Dairy Products (Hygiene) Regulations 1995
และ Fresh Meat (Hygiene & Inspection) Regulations 1995
เป็นต้น
· Finance Act 1984
กำหนดให้ผู้ประกอบการร้านอาหารต้องยื่นจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบกิจการที่ต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม
(VAT)
ซึ่งปัจจุบันกำหนดไว้ในอัตราร้อยละ
17.5
· Licensing Act
1988
ผู้ประกอบกิจการร้านอาหารที่มีการจำหน่ายเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล
จะต้องยื่นขอใบอนุญาตจากหน่วยงานท้องถิ่น
· Office, Shops and
Railways Act 1963
ผู้ประกอบการที่ประสงค์จะเปิดกิจการร้านอาหารในตึกอาคารที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้
เพื่อวัตถุประสงค์เป็นร้านจำหน่ายอาหาร
จะต้องยื่นขอใบอนุญาตเปลี่ยแปลงวัตถุประสงค์การใช้ตึกอาคารสำหรับใช้เป็นร้านอาหารด้วย
· Health and Safety
at Work Act 1974
(และฉบับแก้ไขปรับปรุงปี
1992) Sanitary Conveniences Regulations 1964, Fire Protections Act 1971
เป็นกฎหมายกำหนดเกี่ยวกับมาตรการด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน
ความสะอาด
และการป้องกันอัคคีภัย
โดยกฎหมายังกำหนดให้ผู้ประกอบกิจการจะต้องมีการประกันภัยอุบัติเหตุ
และเพื่อความปลอดภัยแก่พนักงานและลูกค้าผู้ใช้บริการที่เรียกว่า
Public Liability Insurance ด้วย
· Consumer
Protection Act 1987
กำหนดข้อบังคับเพื่อให้ความคุ้มครองแก่ผู้บริโภค
เช่น
ในการจัดเก็บค่าบริการ
(Service charges)
การแจ้งราคาอาหารที่ต้องปิดประกาศไว้ชัดเจนบริเวณทางเข้าร้านอาหาร
การระบุรายการอาหารอย่างครบถ้วนในเอกสารเมนูของร้าน
และอื่นๆ
หน่วยงานที่สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ดังนี้
-
ผู้ประกอบการสามารถเข้าดูคำแนะนำในการดำเนินธุรกิจตั้งแต่ขั้นตอนการจดทะเบียนธุรกิจ
การจดทะเบียนผู้เสียภาษี
การวางแผนทางการตลาด
ตลอดจนระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยได้จากเวปไซด์
www.businesslink.gov.uk
- ในด้านการจดทะเบียนธุรกิจ กรณีเป็นกิจการส่วนตัวขนาดเล็กไม่จำเป็นต้องยื่นจดทะเบียนธุรกิจแต่อย่างใด เพียงแต่ยื่นขอรับเลขที่ผู้เสียภาษีต่อหน่วยงานท้องถิ่น แต่ในกรณีจัดตั้งในรูปของห้างหุ้นส่วน(Ordinary
Partnership or Limited Partnership) บริษัทจำกัด( Company Limited
or Public Limited Company) จะต้องยื่นขอจดทะเบียนธุรกิจต่อหน่วยงาน
The
Company House
ซึ่งอาจสามารถตรวจสอบข้อมูลได้จากเว็บไซต์
www.companyhouse.gov.uk
- กรณีประสงค์จะจดทะเบียนชื่อเครื่องหมายการค้าและบริการ(Trade Mark and
Service Mark) จะต้องยื่นจดทะเบียน
ต่อหน่วยงาน
The
Patent Office ซึ่งอาจสามารถตรวจสอบข้อมูลได้จากเว็บไซต์
www.patent.gov.uk
-
ผู้ประกอบการที่ประสงค์จะดำเนินการนำเข้าสินค้าเพื่อจำหน่ายหรือใช้ในกิจการสามารถหาข้อมูลการนำเข้าได้จากเวปไซด์ของ
HM
Revenue and Customs ที่ www.hmrc.gov.uk หรือติดต่อขอข้อมูลและคำแนะนำจาก
ศูนย์ให้คำปรึกษาธุรกิจระหว่างประเทศ
กรมส่งเสริมการส่งออก
กระทรวงพาณิชย์
เวปไซด์ www.depthai.go.th อีเมล์ depcallcenter@depthai.go.th หรือโทร
หน่วยงานราชการของไทยในสหราชอาณาจักร
- สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ
ณ กรุงลอนดอน
Office of Commercial Affairs, 11 Hertford Street, London WIJ 7RN, Tel.: (44)
20-7493 5749
Fax.: (44)
20-7493 7416 Website : www.thaitradelondon.com E-mail : info@thaitradelondon.com
- สถานเอกอัครราชทูตไทย
ณ กรุงลอนดอน
Royal Thai Embassy, 29-30
Queen’s Gate,
E-mail: thaiduto@btinternet.com
บทที่ ๓
มาตรฐานและระเบียบด้านสุขอนามัย
เอกสารด้านการจัดการเรื่องความปลอดภัยของอาหาร
นับตั้งแต่วันที่
๑ มกราคม ๒๐๐๖
มีข้อบังคับใหม่
(ข้อบังคับ EC 852/2004) ระบุและประกาศใช้ในสหราชอาณาจักรว่า
ท่านจะต้องมีคู่มือเกี่ยวกับ
“ขั้นตอนการจัดการเรื่องความปลอดภัยของอาหาร”
โดยยึดหลักของ HACCP - HAZARD
ANALYSIS AND CRITICAL CONTROL POINT (หลักการควบคุมและวิเคราะห์อันตรายในขณะผลิตและประกอบอาหาร)
เป็นแนวทาง
HACCP
คือวิธีการจัดการเรื่องความปลอดภัยของอาหาร
มีหลักการของการป้องกันอันตรายซึ่งอาจเกิดขึ้นกับอาหาร
ดังนี้
» ตรวจสอบการทำงานพนักงานของท่านอย่างใกล้ชิด
และคอยดูว่ามีความผิดพลาดใดอาจเกิดขึ้นได้บ้างในตอนไหน
» ตรวจสอบว่า
มีจุดใดที่อาจก่อให้เกิดปัญหา
เพื่อจะได้หาทางป้องกันและลดความเสี่ยงนั้นได้
» ทำคู่มือออกมาใช้
เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติ
เพื่อป้องกันและควบคุมไม่ให้ปัญหานั้นเกิดขึ้นในจุดต่างๆ
» หาวิธีการแก้ปัญหา
หากมีปัญหาเกิดขึ้นจริง
» แน่ใจว่าขั้นตอนที่ตนตั้งขึ้นมาใช้ได้ผลดีจริง
ด้วยการจดบันทึกเป็นระยะ
HACCP ไม่ได้เป็นเรื่องที่ยุ่งยากซับซ้อนเช่นหลายท่านคิด
ข้อสำคัญคือท่านจะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนในการดูแลเรื่องความปลอดภัยของอาหารนั้นจริงๆ
เมื่อลงมือปฏิบัติตามท่านจะสามารถรู้ได้ด้วยตัวท่านเองว่า
ความเสี่ยงและอันตรายต่ออาหารนั้นเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาจริง
โดยทั่วไป
อันตรายต่ออาหารมีหลายรูปแบบ
ในด้านโภชนาการ
อันตรายหมายถึงโอกาสที่อาจทำให้อาหารไม่ปลอดภัยต่อการบริโภค
อันตรายดังกล่าวอาจมาจาก...
» จุลินทรีย์
–
หมายถึงเชื้อโรคที่ผลิตสารพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
เชื้อโรคที่มีพิษส่วนใหญ่อาศัยอยู่รอบๆ
ตัวท่าน
หากอาหารเก็บไม่ถูกที่
เช่นวางทิ้งไว้นอกตู้เย็นนานๆ
เชื้อโรคอาจเข้าปนเปื้อนและเจริญเติบโตได้
» สารเคมี –
จากน้ำยาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรค,
ยาปราบศัตรูพืช,
สารเคมีปนเปื้อน,
สารเคมีและโลหะจากกระป๋องบรรจุอาหาร,
สารเติบแต่งสีสันอาหาร
และสารเคมีอื่นๆ
» เศษอาหารและเศษวัตถุทั่วไป
–
เศษภาชนะแตก
เศษเสื้อผ้า
เครื่องประดับต่างๆ
เครื่องสิ่งของและอุกรณ์เครื่องใช้ที่หัก
ชำรุดทรุดโทรม
หรือเศษอาหารที่มีความเสี่ยงสูงต่อผู้บริโภค
เช่นเศษถั่ว
เศษแป้งโปรตีน
เศษอาหารทะเลและเห็ดที่มีพืษ
เป็นต้น
ในการประกอบธุรกิจอาหาร
อันตรายเหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
ตั้งแต่วินาทีแรกที่ท่านรับอาหารที่สั่งเข้ามา
จนถึงขั้นสุดท้ายที่ท่านจัดอาหารออกเสิร์ฟลูกค้า
ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของท่านเจ้าของกิจการที่จะทำทุกอย่างให้มั่นใจว่า
ขั้นตอนใน HACCP นั้นถูกปฏิบัติตามอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ท่านยังต้อง...
» ยึดขั้นตอนนี้ที่กล่าวมาข้างต้นนี้
เป็นแนวการปฏิบัติงานเสมอ
» ปรับปรุงคู่มือให้สอดคล้องกับลักษณะกิจการของท่านตลอดเวลา
–
ให้ทันสมัยและเป็นปัจจุบันที่สุด
ด้วยการเขียนรายงานที่ถูกต้องตามความจริง
» แสดงการจดบันทึกในแต่ละวัน
เช่น การลงใบบันทึกอุณหภูมิและใบตารางทำความสะอาด
» ตรวจสอบว่า
พนักงานที่เกี่ยวข้องเข้าใจและปฏิบัติตามคู่มือนี้อย่างเคร่งครัด
» สามารถแสดงคู่มือนี้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจสอบความปลอดภัยอาหาร
ได้ทุกเวลา
ในด้านการปฏิบัติ
ท่านจะต้องมีคู่มือนี้ไว้ใช้ตลอดเวลา
เพื่อดูแลเรื่องความปลอดภัยของอาหาร
นอกจากนี้
ท่านยังจะต้องบันทึกขั้นตอนต่างๆ
ไว้เป็นรายงาน
หากมีการเปลี่ยนแปลงหรือการปรับปรุงขั้นตอนประการใด
ก็ควรจะต้องคอยบันทึกไว้เช่นเดียวกัน
ข้อบังคับใหม่นี้มีความยืดหยุ่นมาก
ขึ้นอยู่กับขนาดธุรกิจของท่าน
นั่นหมายความว่า
ถ้าท่านเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดย่อม
ก็สามารถทำรายงานขั้นตอนแค่สั้นๆ
ง่ายๆ
ไม่ต้องยุ่งยากซับซ้อน
และเพื่อสะดวกแก่ธุรกิจขนาดย่อมดังกล่าว
ปัจจุบันรัฐบาล
ได้จัดเตรียมคู่มือดังกล่าวไว้ให้
» ในอังกฤษและเวลส์
–
คู่มือนี้ชื่อว่า
SAFER FOOD, BETTER BUSINESS –
เป็นคู่มือที่แนะนำเกี่ยวกับวิธีจัดการอาหารให้ปลอดภัย
จัดทำโดย FSA (Food Standards Agency)
โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการร้านอาหารขนาดย่อมในท้องถิ่นต่างๆ
มากกว่า ๕๐
แห่ง
หากท่านประสงค์จะขอรับเอกสารชุดนี้
พร้อมดีวีดีคำอธิบายภาคภาษาไทย
โปรดติดต่อเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นของท่าน
หรือโทรสั่งฟรีได้ที่
0845 606 0667
หรือเข้าไปที่เว็บไซด์
www.food.gov.uk
» ในสก๊อตแลนด์
- คู่มือนี้ชื่อว่า
CookSafe เป็นคู่มือที่แนะนำเกี่ยวกับวิธีจัดการอาหารให้ปลอดภัย
จัดทำโดย FSA สาขาสก๊อตแลนด์
โดยได้รับความร่วมมือจากประกอบการร้านอาหารขนาดย่อมในท้องถิ่นต่างๆ
และคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านอาหารแห่งสก๊อตแลนด์
หากท่านประสงค์ขอรับ
โปรดติดต่อเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นของท่าน
หรือเข้าไปที่เว็บไซด์
www.food.gov.uk
» ในไอร์แลนด์เหนือ
–
คู่มือนี้ชื่อว่า
SAFE CATERING เป็นคู่มือที่แนะนำเกี่ยวกับวิธีจัดการอาหารให้ปลอดภัย
จัดทำโดย FSA
สาขาไอร์แลนด์เหนือ
โดยได้รับความร่วมมือจากประกอบการร้านอาหารขนาดย่อมในท้องถิ่นต่างๆ
เอกสารชุดนี้มีการปรับปรุงแก้ไขเป็นระยะๆ
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
และเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในวงธุรกิจด้านอาหารในไอร์แลนด์เหนือ
ท่านใดประสงค์ขอรับ
โปรดติดต่อเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นของท่าน
หรือเข้าไปที่เว็บไซด์
www.food.gov.uk
สถานที่จำหน่ายและประกอบอาหาร
สถานที่ประกอบการมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการค้าและการขอใบอนุญาต
ดังนั้น ก่อนที่ท่านจะเลือกสถานที่ประกอบการใดๆ
ท่านจึงควรคำนึงถึงข้อสำคัญด้านล่างนี้ก่อนเสมอ
1. ความถูกต้องตามพระราชบัญญัติอาหารและนโยบายการประกอบอาหารที่ถูกหลักอนามัย
2. ความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในธุรกิจของท่าน
3. ช่วยทำให้ท่านสามารถจัดทำและบริการได้อย่างถูกสุขลักษณะดีจริงๆ
เป็นหน้าที่ของท่านเจ้าของกิจการอาหารที่จะต้องดูแลให้มั่นใจว่า
สถานที่ประกอบการนั้น
สะอาด
ถูกหลักอนามัย
รักษาและ/หรือทำความสะอาดได้ง่าย
โดยการจัดวางระบบการป้องกันความเสี่ยงและจากการปนเปื้อนของสิ่งที่อาจเป็นอันตรายต่ออาหาร (Safety Management Systems) เช่น
จัดวางระบบการป้องพาหะนำเชื้อโรคจากแมลงสัตว์รบกวน,
มีอุปกรณ์เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพดี
สะอาด
ไม่ชำรุดทรุดโทรม,
มีผู้ประกอบการที่มีทักษะและสามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง,
พนักงานทุกคนรู้จักและเข้าใจกฏหมายด้านการรักษาความปลอดภัยของอาหารเป็นอย่างดี
และทราบถึงผลเสียของการปรุงอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะว่าจะก่อให้เกิดโทษต่อใคร
เป็นต้น
o อ่างล้าง
เป็นหน้าที่ของเจ้าของกิจการ
ที่จะต้องมีการจัดเตรียมอ่างล้างต่างๆ
อย่างพอเพียงต่อการล้างและการทำความสะอาด
เช่น อ่างล้างภาชนะและอ่างล้างอาหารที่ควรแยกออกจากอ่างล้างมือ
มีน้ำร้อน
น้ำเย็น
ที่สะอาดใช้ดื่มได้
โดยเฉพาะอ่างล้างมือ
ที่จำเป็นต้องมีน้ำยาล้างมือ
แปรงขัดเล็บ
กระดาษเช็ดมือชนิดเช็คแล้วทิ้ง
(Single use/disposable paper towels) หรือเครื่องเป่าแห้ง
ไว้ให้พนักงานใช้ในขณะปฏิบัติงาน
และเพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากเชื้อโรค
จำเป็นต้องมีมืออ่างล้างมือประจำห้องน้ำต่างหาก
อย่าลืมดูแลให้มั่นใจ
และแปะป้ายเตือนใจให้ทุกคนล้างมือตามบริเวณต่างๆ
ที่เกี่ยวข้อง
อย่างชัดเจน
และหมั่นรักษาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อบริเวณเหล่านั้นอยู่ตลอดเวลา
o
ห้องสุขา
ท่านจะต้องจัดเตรียมห้องสุขาไว้ให้พอเพียงต่อพนักงานและลูกค้าชาย-หญิงของท่าน
ห้องสุขาต่างๆ
จะต้องมีโถชักโครกที่เชื่อมต่อกับท่อระบายของเสียจำนวนเพียงพอ
และห้องน้ำนั้นจะต้องไม่หันหน้าเข้าหาห้องครัวหรือห้องที่ใช้ประกอบอาหาร
ภายในห้องสุขาจะต้องมีอ่างล้างมือ
แต่ละอ่างต้องติดตั้งในตำแหน่งที่เหมาะสม
และใช้สำหรับล้างมือเท่านั้น
พร้อมน้ำร้อน
น้ำเย็น
น้ำยาล้างมือ
กระดาษเช็ดมือชนิดเช็คแล้วทิ้ง
(Single use/disposable paper towels) หรือเครื่องเป่าแห้งเสมอ
เพื่อทุกคนจะได้สามารถใช้ล้างมือหลังจากการใช้ห้องสุขาทุกครั้ง
o ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าของพนักงาน
เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโรคจากร่างกายไปสู่อาหาร
ท่านควรมีห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าของพนักงานเป็นสัดส่วน
เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของท่านเจ้าของกิจการที่จะตรวจสอบและทำให้มั่นใจว่า
พนักงานของท่านแต่ละแผนกสวมใส่ชุดทำครัวหรือชุดยูนิตฟอรม์ที่สะอาดและเหมาะสม
พนักงานประกอบการในห้องครัวจำเป็นต้องสวมใส่ผ้ากันเปื้อนที่สะอาดทุกครั้งในขณะจัดเตรียมและปรุงแต่งอาหาร
พนักงานของท่านควรมีความรู้และสามารถรับผิดชอบตัวเองเกี่ยวกับเรื่องความสะอาดส่วนตัวนี้ได้
ความรู้และความรับผิดชอบดังกล่าว
ท่านสามารถฝึกฝนอบรมพนักงานของท่านได้
การฝึกอบรมพนักงานจะมีกล่าวถึงอีกที่ในหน้าที่
---
o
พื้นผิว,
ผนังห้องและเพดาน
ท่านจะต้องปฏิบัติให้มั่นใจว่า
พื้นผิวที่ท่านจะใช้ในห้องครัวนั้นเป็นวัสดุซึ่งเรียบ
ทนทาน
ทำความสะอาดและรักษาได้ง่าย
และไม่เป็นสนิม
วัสดุที่นิยมใช้มากที่สุดคือ
เหล็กสแตนเลส
พยายามหลีกเลี่ยงวัสดุที่ดูดซับน้ำง่าย
เช่น ไม้,
พรมและกระดาษบุ
(Wall-paper) ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาเชื้อโรคสะสมในอนาคต
พื้นผิวบริเวณที่ใช้ในการจัดเตรียมและประกอบอาหาร
(รวมทั้งเครื่องครัว)
โดยเฉพาะจุดที่มีการสัมผัสกับอาหารและที่มือสัมผัสบ่อยๆ
คอยดูแลให้สะอาดและให้อยู่ในสภาพที่ดีเสมอ
และเพื่อป้องกันและหลีกเลี่ยงการสะสม
หมักหมนของสิ่งสกปรกและคราบกลิ่นไอ
และไขมันจากอาหาร
เพดานควรทำจากวัสดุที่ไม่ดูดหรืออุ้มน้ำได้ง่าย
(เช่น พรม
ไม้และกระดาษบุ)
วัสดุที่นิยมใช้
เช่น
เหล็กสแตนเลส
แผ่นกระเบื้อง
และ/หรือปูนฉาบเรียบอย่างดี
ทาสีอ่อนๆ
เพื่อป้องกันฝุ่นละออง
คราบสกปรกฝังใน
เพราะช่วยทำให้เห็นคราบสกปรกต่างๆ
ได้ง่าย
ควรดูแลให้พื้นผิวต่างๆ
เหล่านี้
ให้อยู่ในสภาพที่ดีอยู่เสมอ
ป้องกันสะเก็ดสี
และปูนปลาสเตอร์ที่หลุดร่อนตลอดเวลา
o หน้าต่าง
ประตู
เพื่อป้องกันการรบกวนของแมลงสัตว์รบกวน
ประตู
หน้าต่างควรติดตั้งอย่างดี
ไม่ชำรุด
ไม่มีช่องว่างหรือรูโหว่ง
เรียบตลอดและไม่ดูดซึมของเหลวง่าย
ถ้าให้ดี
ควรมีแผงชนิดที่ถอดออกล้างได้
และเพื่อป้องกันการปนเปื้อนควรหมั่นตรวจเช็คคราบสกปรกและฝุ่นละออง
อย่าให้เกิดการสะสมหมักหมนตกค้างจนยากต่อการทำความสะอาด
หรือถ้าจะใช้วัสดุอื่นใดที่ท่านเห็นว่าเหมาะสม
ก็ควรจะสอบถามและได้รับความเห็นชอบจากเจ้าหน้าที่ในเขตของท่านเสียก่อน
o อุปกรณ์เครื่องครัว
เพราะอุปกรณ์เครื่องครัวต้องสัมผัสกับอาหาร
(เช่น
เนื้อสด,
อาหารสำเร็จรูปและ/หรืออาหารปรุงสุก)
ดังนั้นท่านจึงควรมีอุปกรณ์เครื่องครัวไว้ใช้อย่างพอเพียง
อย่าใช้เครื่องครัวปะปนกัน
เพราะอาจจะทำให้เกิดการปนเปื้อนของเชื้อโรคได้
ควรหมั่นตรวจสอบดูแล
ซ่อมแซมอุปกรณ์เครื่องครัวให้อยู่ในสภาพที่ดีตลอดเวลา
เพื่อให้ง่ายต่อการทำความสะอาดและการฆ่าเชื้อ
เครื่องอำนวยความสะดวกในการทำความสะอาดเครื่องครัว
ควรทำความสะอาดสถานที่ประกอบการ,
อุปกรณ์และเครื่องครัวทุกครั้งหลังใช้
สิ่งอำนวยความสะดวกในการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น
ควรมีไว้ใช้อย่างพอเพียง
สิ่งอำนวยความสะดวกนี้จะต้องไม่ผุกร่อนง่าย
และง่ายต่อการดูแลและรักษาความสะอาด
ถ้าให้ดีควรมีที่เก็บเครื่องครัวที่สะอาดแล้วอย่างพอเพียง
และเพื่อให้การทำความสะอาดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ท่านจะต้องมีระบบเครื่องทำน้ำร้อนใช้
ซึ่งพอเพียงและทำงานดีตลอดเวลา
o
ของเสีย
ถังขยะ
ท่านจะต้องแสดงให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสาธารณสุขด้านสิ่งแวดล้อมเห็นว่า
ท่านระวังการปนเปื้อนอย่างดี
ดังนั้นท่านจึงจำเป็นต้องมีถังขยะ
(เพื่อขยะเปียก
เช่นเศษอาหาร,
ขยะแห้ง
เช่นชิ้นส่วนจากเครื่องบรรจุหีบห่อ
และขยะ Recycle) ที่มีฝาปิดที่สนิทพอเพียง
และเพื่อป้องกันแมลงวันไต่ตอมเศษอาหารและของเสียนั้นๆ
o ระบบถ่ายเทอากาศ
ท่านจะต้องตรวจเช็คและจัดเตรียมระบบถ่ายเทอากาศเพื่อสุขภาพของพนักงานทุกคน
ระบบนั้นจะต้องทำงานอย่างมีประสิทธิภาพดีจริง
ในการติดตั้งระบบต่างๆ
เช่น
ช่องระบายอากาศตามธรรมชาติ
(หน้าต่างช่องระบายอากาศที่ทำขึ้นโดยเฉพาะ)
หรือเครื่องดูดอากาศ
สำหรับท่อถ่ายเทอากาศ
ท่านจะต้องคำนึงถึงความสะดวกในการทำความสะอาดใส้กรอง
การเปลี่ยนใส้กรองและอะไหล่อื่นๆ
ในห้องอื่นๆ
เช่น
ห้องสุขา
ควรมีช่องระบายอากาศตามธรรมชาติหรือแบบเครื่องดูดอากาศ
o
แสงสว่าง
ต้องมีพอเพียง
ทั้งแสงจากธรรมชาติและแสงสว่างจากไฟฟ้า
หากหลอดไฟขาด
จะต้องรีบเปลี่ยนทันที
และหมั่นปลดลงเพื่อการทำความสะอาดอยู่เสมอ
o ท่อระบายน้ำเสียที่ดีพอ
การออกแบบและการติดตั้งระบบที่ถูกต้อง
ที่ผ่านการพิจารณาแล้วว่ามีการป้องกันไม่ให้เกิดปนเปื้อนเกิดขึ้น
สุขภาพและความปลอดภัย
กฏข้อบังคับด้านสุขภาพและความปลอดภัยเน้นว่า
ท่านจะต้องป้องกันสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงานของท่านและบุคคลอื่นๆ
ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจของท่าน
ทั้งพนักงานและลูกค้า
ท่านควรมีระบบควบคุมอันตรายอย่างพร้อมเพียง
โดยเฉพาะท่านที่มีพนักงานทำงานร่วมด้วยมากกว่าห้าคนขึ้นไป
ท่านจะต้องจัดทำนโยบายด้านสุขภาพและความปลอดภัย
พร้อมทั้งขั้นตอนการปฏิบัติให้เป็นลายลักษณ์อักษร
-
การป้องกันอัคคีภัย
(Fire Prevention)
เพื่อความปลอดภัยด้านทรัพย์สินและของบุคคล
ท่านเจ้าของกิจการจะต้องประเมินความเสี่ยงทางอัคคีภัยในสถานที่ประกอบการ
และหาวิธีการลดความเสี่ยงและการป้องกันความเสี่ยงดังกล่าวให้แก่ตัวท่าน
พนักงานและแก่ลูกค้าเสมอ
วิธีการดังกล่าวขึ้นอยู่กับขนาดและลักษณะของอาคารหรือตึก
ท่านสามารถสอบถามข้อมูลนี้จากสถานีดับเพลิงในท้องถิ่นที่ท่านอาศัยหรือตั้งร้านอยู่
หรือตรวจดูรายละเอียดในหนังสือคู่มือ
“การป้องกันอัคคีภัย -
ข้อแนะนำสำหรับนายจ้าง”
www.anchive.officialdocuments.co.uk/document/fire/index
หรือซื้อได้จาก
HSE BOOKS ในราคา
9.95 ปอนด์
- หลักการโภชนาการที่ดี
ท่านเจ้าของกิจการร้านอาหารจะต้องปฏิบัติทุกอย่างให้มั่นใจว่า
อาหารที่ผลิตจำหน่ายนั้นปลอดภัยต่อผู้บริโภค
แต่อาหารจะปลอดภัยต่อการบริโภคหรือไม่นั้น
ต้องขึ้นอยู่กับหลักการโภชนาการที่ดีนั่นเอง
ดังนั้นท่านเจ้าของกิจการจึงควรจัดเตรียมคู่มือที่เกี่ยวกับหลักการโภชนาการที่ดีนั้น
คู่มือนี้ควรได้รับการเอาใจใส่อย่างดีและควรมีการพัฒนาปรับปรุงให้เหมาะสมกับสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา
เป็นหน้าที่ที่สำคัญของเจ้าของกิจการที่จะสนับสนุนให้พนักงานหรือผู้ประกอบอาหาร
(Food handlers) ทุกคนได้มีส่วนร่วมกับคู่มือนี้
โดยเปิดโอกาสให้พวกเขาได้ศึกษาเกี่ยวกับการดูแลและการจัดเตรียมอาหารให้ถูกสุขลักษณะ
ความเข้าใจนี้
จะช่วยทำให้พวกเขาทุกคนเล็งเห็นความสำคัญของอาหารที่ถูกหลักอนามัย
ซึ่งนอกจากจะช่วยป้องกันไม่ให้อาหารของท่านเป็นพิษแล้ว
ยังจะช่วยรักษาชื่อเสียงของท่านไปในตัวอีกด้วย
ท่านควรเข้าใจหลักการโภชนาการที่ดี
๕ ประการ
ดังนี้คือ
๑.
การป้องกันการปนเปื้อน
(Cross-contamination),
๒.
การทำความสะอาด
(Cleaning),
๓.
การควบคุมความเย็น
(Chilling),
๔.
การปรุง (Cooking)
๕.
การดูแลควบคุมความปลอดภัยทั่วไป
(Management)
การปนเปื้อน
(Contamination)
แบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคส่วนใหญ่มาจาก
อาหารดิบ
เช่น เนื้อสด
ไข่แดง
ผักสดและผลไม้,
นํ้าที่ไม่สะอาด,
ท่อน้ำเสีย,
ขี้ดิน
ขี้โคลน
ฝุ่นละอองซึ่งปลิวเข้ามาและสะสมตามซอกมุมต่างๆ
ในห้องครัวและในอาคารที่ใช้ในการผลิต,
สัตว์เลี้ยงและแมลงหรือสัตว์รบกวน
ก็นำความสกปรก
และเป็นพาหะของเชื้อโรคและพยาธิทั้งหลายมาสู่อาหารได้
ดังนั้นจึงไม่ควรนำสัตว์เลี้ยง
มาสู่ห้องครัว
หรือเล่นกับสัตว์เลี้ยงขณะปฏิบัติงาน
หากพบร่องรอย
เช่น
รอยกัดแทะอาหารของหนูในบริเวณที่ผลิตอาหาร
จะต้องแจ้งให้หัวหน้าทราบทันที
ถ้าหากท่านไม่จัดหาวิธีการป้องกันที่ดี
อาหารอาจเกิดการปนเปื้อนได้
และเพราะการปนเปื้อนส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการสัมผัส
แบคทีเรียมักแพร่กระจายจากฝ่ามือไปสู่เครื่องครัว,
พื้นผิว,
หรือจากผ้าขี้ริ้วหรือฟองน้ำที่สกปรกไปสู่อาหาร
หรือบางทีจากอาหารสด
เช่นเนื้อสด
ไปสู่อาหารปรุงสุก
อาหารพร้อมใช้รับประทาน
ดังนั้นเพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากสิ่งเหล่านี้
ท่านจึงควรแนะนำให้พนักงานและผู้ปรุงอาหารทุกคนดูแลรักษาสุขภาพและอนามัยส่วนตัว
(Personal hygiene) ให้ดี
เช่น
» ไม่ควรให้แต่งหน้าจัด
» ไม่ใช้หรือใส่นํ้าหอม/นํ้ายาโกนหนวดที่มีกลิ่นฉุนหรือแรงเกินไป
» ระวังไม่ให้ทาเล็บมือ, เล็บต้องสั้นและสะอาด
» ไม่ควรสวมใส่เครื่องประดับขณะจัดเตรียมอาหาร
เพราะนอกจากจะเป็นพาหะนำเชื้อโรคแล้ว
ยังอาจหลุดร่วงลงในอาหารได้อีกด้วย
» ไม่ให้ล้วง
แคะ แกะ เกา
ไอ จาม
กัดเล็บ หรือเล่นผมขณะประกอบอาหาร
» ใช้เครื่องนุ่งห่มที่เหมาะสมและสะอาด
(เช่น
มีเสื้อคุม
หมวกคลุมผม
และผ้ากันเปื้อน),
มีรองเท้าที่ทนทานเหมาะสม
» แจ้งอาการ
ป่วยต่างๆ
เช่น
ท้องร่วง อาเจียน
อาการคัน
โรคผิวหนัง
ไอ จาม เป็นไข้หวัด
หรือเมื่อต้องดูแลผู้ป่วยที่มีอาการดังกล่าว
ให้หัวหน้างานทราบ
» ใช้กระดาษทิชชูที่สะอาดสั่งนํ้ามูก
เสร็จแล้วล้างมือทันที
» ถอดผ้ากันเปื้อนออกก่อนใช้ห้องนํ้า
และเมื่อปฏิบัติงานเสร็จ
» ไม่เป่าลมใส่แก้ว
» ไม่สูบบุหรี่ในที่ที่มีการจัดเตรียมอาหาร
» มีช้อนแยกในการชิมอาหาร
» ไม่จิ้มนิ้วดูดชิมอาหาร
ไม่ชิมจากกระบวย
ตะหลิว
และควรฝึกวิธีล้างมือที่ถูกต้องให้แก่พนักงานทุกคน
และควรแนะนำให้พนักงานล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง
เช่น
q
เมื่อจะเข้าครัวปรุงอาหาร
q
หลังจากจับต้องอาหารสดต่างๆ
เช่น เนื้อสด ไข่
อาหารทะเล
ผักสดและผลไม้
q
หลังจากที่ใช้ห้องนํ้า
q
หลังการไอ,
จาม,
ใช้ผ้าเช็คหน้า,
แตะสัมผัสกับใบหน้า
หรือเสยผม
q
หลังจากทำความสะอาดพื้นที่ต่างๆ
เช่น พื้นห้อง
q
หลังจากที่ทิ้งขยะเสร็จ
ควรสอนพนักงานให้รู้จักวิธีการปฏิบัติตัวให้ถูกต้องเมื่อได้รับอุบัติเหตุหรือมีบาดแผล เช่น
·
การทำความสะอาดแผลทันที
ด้วยนํ้าอุ่นกับนํ้าสบู่
และยาฆ่าเชื้อ
·
ปิดบาดแผลให้มิดชิด
ด้วยพลาสเตอร์ชนิดที่กันนํ้า
(เพื่อป้องกันเลือดไม่ให้ซึมออกมา)
และมีสีนํ้าเงิน
(จะได้เห็นได้ชัดเมื่อตกใส่อาหาร)
·
ใส่ถุงมือ
เมื่อต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาหาร
สำหรับเครื่องครัวและพื้นผิวต่างๆ
ควรหมั่นทำความสะอาดหลังการใช้งานเสมอ
จัดระบบ “ใช้เสร็จล้างเลย”
ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อพื้นผิวทุกครั้ง
และบ่อยครั้ง
โดยเฉพาะบริเวณที่มือสัมผัส
จับต้องบ่อยๆ
เช่นมือจับต่างๆ
และบริเวณพื้นผิวที่สัมผัสอาหารจำพวกเนื้อสด
ถ้าให้ดี
ควรมีเขียงสีและมีดเฉพาะเพื่อแยกประเภทการใช้งาน
เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโรคจากเนื้อสดไปสู่อาหารปรุงสุกและอาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน
ท่านควรมีอุปกรณ์เครื่องครัว
เครื่องมือ
เครื่องใช้
ตู้เย็น
ตู้แช่แข็งพอเพียง
เนื้อสดควรจัดเก็บและห่อไว้อย่างดี
เพื่อป้องกันน้ำเลือดหยดไหลซึม
ควรจัดวางไว้ชั้นล่างสุด
หรือวางไว้บนชั้นที่ต่ำกว่าชั้นที่ใช้เก็บอาหารพร้อมรับประทาน
ควรกำชับและแนะนำพนักงานให้ช่วยกันหลีกเลี่ยงและป้องกันการปนเปื้อนเหล่านี้
อย่าปล่อยปละละเลย
หมั่นเปลี่ยนผ้าขี้ริ้วที่สกปรกและฟองน้ำบ่อยๆ
ถ้าให้ดีควรมีผ้าขี้ริ้วชนิดเช็คแล้วทิ้ง
(Single
use cloth) ไว้ใช้เยอะ
และควรกำชับพนักงานให้ช่วยกันป้องกันการปนเปื้อนจากสิ่งนี้
- แมลงและสัตว์รบกวน
(Pests)
แมลงและสัตว์รบกวน
เช่น หนู
แมลงสาบ แมลงวัน
หรือนกพิราบ
นอกจากจะนำเชื้อโรคและสิ่งสกปรกมาสู่อาหาร
อาคารสถานที่
และอุปกรณ์เครื่องใช้ในร้านอาหารแล้ว
ยังอาจ...
q
ทำให้อาหารเกิดการปนเปื้อน
(จากเศษซากของสัตว์หรือแมลงรบกวน)
q
ทำลายข้าวของและสถานที่
q
สร้างความรำคราญใจให้ลูกค้าและพนักงาน
q
ถูกร้องเรียนจากลูกค้า
q
ทำให้ถูกสั่งปิดกิจการได้และถูกลงโทษทางกฏหมาย
ดังนั้นท่านจึงควรหาวิธีป้องกัน
เช่น
q
มีกล่องเก็บอาหารที่มีปิดฝามิดชิด
หรือปิดด้วยตาข่ายกันแมลง
q
ตรวจตราสถานที่/ห้องที่ใช้เก็บอาหาร
หากมีช่องหรือรูโหว่ควรซ่อมแซมให้มีสภาพปกติ
q
ปิดประตูหรือหน้าต่างให้สนิทตลอดเวลา
หรือมีมุ้งลวดกันแมลง
q
ตรวจตรา
เช็คอาหารและสินค้าที่สั่งซื้อหรือนำเข้ามาส่งทุกครั้ง
q
ตรวจรักษาและดูแลระบบระบายอากาศต่างๆ
อย่างประจำ
q
กำชับพนักงานให้แจ้งหัวหน้างานทันที
ถ้าพบร่องรอยสัตว์หรือแมลงรบกวน
q
กำจัดแหล่งที่มาและสิ่งที่ดึงดูดสัตว์และแมลงรบกวนมาสู่อาหารภายในอาคารสถานที่
เช่น
ไม่วางอาหารทิ้งไว้ข้างนอกตู้เย็นนานๆ
ควรปิดฝา
หมั่นทำความสะอาด
เก็บกวาดอยู่เสมอ
และถังขยะควรมีฝาปิดสนิท
นอกจากนี้
ท่านยังควรฝึกอบรมพนักงานของท่าน
ให้รู้จักวิธีการดูลักษณะร่องรอยการคุกคามของสัตว์หรือแมลงรบกวน
เช่น
q
รอยกัด
รอยแทะและเศษอาหารที่ตกหล่นบนพื้น
q
มูลสัตว์
q
กลิ่นสาป
กลิ่นเหม็น
กลิ่นอับชื้น
q
ซากต่างๆ
เช่นซากแมลง
คราบหรือปีกแมลง
q
ตัวของแมลง
ไข่และตัวอ่อนหรือตัวหนอน
q
รอยเท้า
รอยเปรอะเปื้อนของสัตว์
เจ้าของกิจการควรแนะนำอบรมให้พนักงานทราบว่า
ควรทำอย่างไร
หากพบร่องรอยการคุกคามของสัตว์หรือแมลงรบกวน
ไม่ควรที่จะกำจัดแมลงเอง
แต่ควรจ้างบริษัทปราบแมลงโดยเฉพาะ(Pest
control)
ซึ่งเขาจะมีเทคนิคในการปราบหรือกำจัดแมลงหรือสัตว์รบกวนที่ถูกต้องและถูกสุขลักษณะ
ควรมีเบอร์โทรศัพท์ของบริษัทปราบแมลง
หากพบปัญหาจะได้สามารถโทรติดต่อได้ทันที
นอกจากนี้
ท่านยังควรจะต้องระมัดระวังอันตรายจำพวกอื่นๆ
เช่น
เศษวัสดุสิ่งของ,
สารเคมี เช่น
จากนํ้ายาที่ใช้ซักล้าง
ทำความสะอาดและการฆ่าเชื้อ,
ยาปราบวัชพืช,
ยาดักแมลง,
สารเคมีเจือปน
และ/หรือโลหะจากอุปกรณ์เครื่องครัวที่ใช้ใส่อาหาร
และอันตรายจากพืชที่มีพิษ
เช่นเห็ดเมาและเห็ดที่มีพิษ
[Toadstool] อีกด้วย
ท่านจึงควรศึกษาและหาวิธีป้องกัน
เช่น หาวิธีป้องกันไม่ให้มีสิ่งของหรือเศษอาหารอื่นตกใส่อาหาร
ü
ปฏิบัติตามกฏระเบียบของบริษัท
หรือคำแนะนำจากคู่มือนี้
โดยเฉพาะในหัวข้อเรื่องความสะอาดและอนามัยส่วนตัว เช่น
ไม่ล้วง แคะ
แกะ เกา
กัดเล็บ
บีบสิว หรือหวีผม
ในขณะที่จัดเตรียม,
ประกอบหรือเสิร์ฟอาหาร
อย่างเด็ดขาด
ü
ไม่ควรใส่เครื่องประดับขณะทำงานที่เกี่ยวกับอาหาร
ü
ใช้เครื่องแต่งกายที่เหมาะสม
เช่น เนทคลุมผม,
ผ้ากันเปื้อน
และมีสภาพที่ดี
ไม่ฉีกขาด
ü
หมั่นตรวจสภาพสิ่งของเครื่องใช้
เมื่อเห็นว่าชำรุดทรุดโทรม
แจ้งเจ้าของหรือผู้จัดการร้านทันที
ü
ระมัดระวังเมื่อตัดหัวจุกขวด
ตัดฝา หรือแกะหีบห่อ
ü
ระวังเศษอาหาร
หรือสิ่งของที่อาจตกเรี่ยราดได้ง่ายในร้าน
ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งที่ทำภาระกิจเสร็จ
ü ระวังไม่วางสิ่งของไว้เกะกะบนพื้นห้อง
หรือตามพื้นที่ที่ไว้จัดเตรียมอาหาร
ü ป้องกันแมลงและสัตว์รบกวนต่างๆ
วิธีป้องกันไม่ให้สารเคมีปนเปื้อนกับอาหาร
ü
ล้างผักสดและผลไม้ให้สะอาดก่อนใช้
ก่อนเสิร์ฟ
(ล้างก่อนหั่น)
ü
ระมัดระวังทุกครั้งที่ใช้สารเคมีทำความสะอาด
ไม่ฉีดหรือพ่นนํ้ายาในบริเวณที่เก็บอาหาร
หรือที่ใกล้กับอาหาร
หรือลงในอาหาร
ü
ปฏิบัติตามกฏระเบียบของสถานที่ทำงาน
ü
ล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง
หลังจากที่ปฏิบัติภาระกิจเสร็จ